KIT UDOM RICE

Premium Quality Rice from Ubon Ratchathani, Thailand.

This is default featured slide 2 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 3 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 4 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 5 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

Premium Grade Hom Mali Rice

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พัฒนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พัฒนา แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2564

กบคืนนา ปลาคืนทุ่ง ข้าวยั่งยืน

 กบคืนนา ปลาคืนทุ่ง ข้าวยั่งยืน 

        ผมลงพื้นที่กับทีมงานข้าวยั่งยืน มีคุณพ่อมนตรี พรหมลักษณ์ เป็นหัวหน้าและเป็นวิทยากรในการลงพื้นที่ด้วย ส่วนหนึ่งของการบรรยายคุณพ่อมนตรีเล่าให้ฟังว่า ข้าวไทยในปัจจุบันเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะจากอินเดียและเวียดนาม แม้ว่าข้าวไทยจะมีคุณภาพสูงกว่าคู่แข่ง แต่หากราคาสูงกว่าคู่แข่งมากข้าวไทยก็จะสูญเสียตลาดในต่างประเทศ ในขณะที่ชาวนามีต้นทุนสูง เนื่องจากราคาปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้นมาก ดังนั้นคุณพ่อมนตรี จึงอบรมให้ความรู้เรื่องการใช้ปุ๋ยแก่เกษตรกร เพื่อช่วยเกษตรกรลดต้นทุน 

        ข้าวมีความจำเป็นต้องการปุ๋ยยูเรีย แต่หากใส่ปุ๋ยยูเรียเยอะเกินไป จะทำให้ข้าวเป็นโรค ข้าวล้ม หรือข้าวตาย นอกจากจะทำให้ผลผลิตเสียหายแล้ว เกษตรกรยังแบกรับต้นทุนสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้นเกษตรกรต้องใช้ปุ๋ยให้เหมาะสม คุณพ่อมนตรีบอกอีกว่า สำหรับพื้นที่นาในภาคอีสานส่วนใหญ่เป็นนาดินทราย สูตรปุ๋ยที่เหมาะสมคือ 16-16-8 ในขณะที่เกษตรกรจำนวนมากเคยชินกับการใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ซึ่งไม่เหมาะกับการปลูกข้าว แต่เหมาะกับการปลูกมันสำปะหลัง นอกจากจะไม่ได้ผลผลิตตามที่คาดไว้แล้ว ยังมีต้นทุนที่สูงโดยไม่จำเป็นอีกด้วย 

         ดังนั้นข้าว 1 ไร่ ควรใช้ปุ๋ยยูเรียไม่เกิน 10 กก. ปุ๋ยโพแทสเซียมและฟอสฟอรัส ไม่เกิน 5 กก. เกษตรกรควรซื้อปุ๋ยยูเรีย 2 กระสอบ และปุ๋ยโพแทสเซียมและฟอสฟอรัส อย่างละ 1 กระสอบ ต่อข้าว 10 ไร่ จะเป็นการใช้ปุ๋ยเหมาะกับค่าการวิเคราะห์ดิน ได้ผลผลิตดีและประหยัดต้นทุนได้ดีอีกด้วย 

         เมล็ดพันธุ์ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาของเกษตรกร นอกจากจะเป็นต้นทุนแล้วยังไม่เพียงพอต่อความต้องการอีกด้วย คุณพ่อมนตรีจึงโน้มน้าวให้เกษตรกร ทำเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง โดยกันพื้นที่ไว้ส่วนหนึ่งเพื่อทำเมล็ดพันธุ์โดยเฉพาะ เพาะปลูกให้พิถีพิถัน เกี่ยวมือ คัดเลือกพันธุ์ปลอมปนออก เช่นนี้แล้วก็ไม่จำเป็นต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ทุกปี

       

         นอกจากการใช้ปุ๋ยอย่างถูกวิธีแล้ว การตัดหญ้าก่อนข้าวตั้งท้อง 1 เดือนและใส่ปุ๋ยเพื่อให้ข้าวแตกกอใหม่ ก็เป็นอีกเทคนิคที่ช่วยประหยัดยาฆ่าหญ้าได้อีกด้วย นอกจากจะประหยัดต้นทุนแล้ว ยังสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศ ลดโลกร้อน คืนสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับท้องนา ดั่งคำว่ากบคืนนาปลาคืนทุ่ง 

 

          

วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ย้อนรอยคมความคิด เจ้าจื่อหยาง

ย้อนรอยคมความคิด เจ้าจื่อหยาง 

           เจ้าจื่อหยาง (Zhao Ziyang) เป็นอดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ในช่วงปี 1987-1989 ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของวาทะทองที่ว่า "Without political reform, the economic reform program was in peril: for instance, the massive corruption would continue" หากไร้ซึ่งการปฏิรูปทางการเมือง การปฏิรูปเศรษฐกิจย่อมอันตรายอย่างยิ่ง เป็นต้นว่าจะนำมาสู่การฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างใหญ่หลวง เจ้าจื่อหยางดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคแทนหูเย่าปัง (Hu Yaobang) ซึ่งถูกบีบให้ลาออกในปี 1987 หูเย่าปังเป็นผู้ริเริ่มให้มีการปฏิรูปทางการเมืองและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิวัติวัฒนธรรม แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งกับผู้ใหญ่ในพรรค จึงถูกบีบให้ลาออกและเสียชีวิตในปี 1989 ในวันที่หูเย่าปังเสียชีวิต นักศึกษาจำนวนมากมาชุมนุมเพื่อไว้อาลัยให้กับหูเย่าปังที่จัตุรัส เทียนอันเหมิน เมื่อการชุมนุมบานปลายไม่เพียงแต่เป็นการมาไว้อาลัยเท่านั้น แต่ยังเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมือง รวมถึงการเรียกร้องประชาธิปไตยด้วย จนนำมาสู่ความหวาดวิตกให้กับพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับหลี่เผิง (Li Peng) ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเหยาอี้หลิน (Yao Yilin) รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น 

                                         Photo by Sam Beasley on Unsplash

       ในขณะที่เจ้าจื่อหยางมีความคิดที่แตกต่างออกไป เสนอให้เจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุม และเสนอให้มีการปฏิรูปการเมือง หลังเหตุการณ์นองเลือดที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน เจ้าจื่อหยางถูกปลดจากตำแหน่งเลขาธิการพรรค และถูกลงโทษโดยการกักบริเวณที่บ้านพักของตนเองเป็นเวลา 16 ปี จนกระทั่งเสียชีวิตในปี 2005 แม้ว่าเส้นทางทางการเมืองของเจ้าจื่อหยางจะไม่ราบรื่นนัก แต่เจ้าจื่อหยางทิ้งผลงานอะไรบ้างให้กับเศรษฐกิจจีน ? เจ้าจื่อหยางเริ่มคลุกวงในเรื่องเศรษฐกิจ เมื่อได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ร่วมการฟื้นฟูเศรษฐกิจจีนหลังการปฏิวัติวัฒนธรรม โดยร่วมกับหูเย่าปัง โดยมีเฉินหยุน (Chen Yun) ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเป็นหัวหน้าทีม ทั้งเจ้าจื่อหยางและหูเย่าปัง เสนอแผนการพัฒนาเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด ส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในขณะที่เฉินหยุน เสนอการพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้การจัดการ ควบคุมกลไกราคาให้มีความเสรีทีละน้อย และให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาการขาดดุลเป็นอันดับแรก ในขณะที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นรอง แม้ว่าเจ้าจื่อหยางจะไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว แต่ด้วยความลุ่มลึกของเฉินหยุน เจ้าจื่อหยางก็อดที่จะนับถือเฉินหยุนไม่ได้ 

                                      Photo by Natalia Chernenko on Unsplash
            

           ในช่วงเวลาของการปฏิรูปนั้นเจ้าจื่อหยางประจำการที่มณฑลเสฉวน เขาเล็งเห็นว่าเกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น เนื่องจากราคาพืชผลทางการเกษตรต่ำและการผูกขาดโดยรัฐ เจ้าจื่อหยางจึงเสนอให้มีการแก้ไข 2 ประเด็นนี้ ในระยะเริ่มต้นเจ้าจื่อหยางสร้างแรงจูงใจให้กับเกษตรกร โดยการให้กรรมสิทธิ์ในการครอบครองที่ดิน เกษตรกรจะเป็นเจ้าของที่นา ไม่ใช่เป็นลูกจ้างของรัฐ เมื่อมีการยกระดับราคาสินค้าเกษตร ทำให้เกษตรกรมีกำไรจากการทำเกษตรกรรมเพิ่มขึ้น จึงเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรเพิ่มผลผลิตมากขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรมีข้าวเพียงพอต่อการบริโภค บรรลุนโยบายอยู่อุ่น กินอิ่มของ เติ้งเสี่ยวผิง (Deng Xiaoping) แต่นโยบายดังกล่าวก็ต้องแลกมาด้วยต้นทุนอีกอย่างหนึ่ง คือเมื่อราคาสินค้าเกษตรเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ผู้ใช้แรงงานในเมืองต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น รัฐบาลจึงต้องชดเชยในส่วนนี้ กอปรกับการลดการผูกขาดของรัฐ ทำให้รัฐต้องหันไปนำเข้าสินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าวจากต่างประเทศ ทำให้ต้องใช้เงินตราต่างประเทศมากขึ้น หากเป็นเช่นนี้ต่อไปจีนต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศ เพราะในขณะนั้นเงินทุนภายในประเทศมีไม่เพียงพอ 

            ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเหตุผลว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในประเทศต้องแลกกับการลดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เจ้าจื่อหยางเสนอให้ลดขนาดอุตสาหกรรมหนัก เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก แต่ส่งเสริมอุตสาหกรรมเบา เช่น สิ่งทอ สินค้าอุปโภคบริโภค ภาคธุรกิจบริการ และส่งเสริมธุรกิจเอกชน จนทำให้เศรษฐกิจจีนโตถึง 4% ในปี 1981 

Reference 

Pu, B., Chiang, R., and Ignatius, A. (2009). Prisoner of the State the Secret Journal of Premier Zhao Ziyang. Simon & Schuster;New York 


วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

พัฒนาชนบทอย่างไรให้เข้มแข็ง (2)

พัฒนาชนบทอย่างไรให้เข้มแข็ง (2)

         อุตสาหกรรมข้าวโพดเลี้ยงไก่ในไนจีเรีย เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความสำเร็จในการเชื่อมโยงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสังคมเมืองไปสู่สังคมชนบท ซึ่งสามารถเพิ่มรายได้และการจ้างงานในชนบทได้ ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจและสังคมเมืองของไนจีเรียมีการเติบโตขึ้นอย่างมาก ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรดีขึ้น ส่งผลให้ความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์เพื่อสูงขึ้นทั้งในสังคมเมืองและสังคมชนบท ดังนั้นอุตสาหกรรมข้าวโพดเลี้ยงไก่จึงได้รับอานิสงส์ไปด้วย อุตสาหกรรมข้าวโพดเลี้ยงไก่นี้สร้างงานให้กับเกษตรกรรายย่อยมากกว่า 8 ล้านคน และตำแหน่งงานอีกกว่าหมื่นตำแหน่งในธุรกิจการค้า โรงสี โลจิสติกส์ การขนส่ง และคลังสินค้า

        
           ไม่น่าเชื่อว่าการเพิ่มขึ้นของการบริโภคเนื้อไก่ตลอดช่วง 15 ปีที่ผ่านมานี้ นำไปสู่การเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารไก่ที่เติบโตขึ้นกว่า 6 เท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสร้างประโยชน์ให้กับทุกผู้คนที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมนี้ SME สามารถเติบโตต่อไปได้ เกษตรกรรายย่อยมีกำไรจากการปลูกข้าวโพดทั้งในพื้นที่ทางภาคเหนือและภาคใต้ และยังต่อยอดไปยังอุตสาหกรรมประมง โดยการปลูกข้าวโพดเพื่อเลี้ยงปลาอีกด้วย ดังนั้นการพัฒนาชนบทให้เข้มแข็ง หัวใจจึงอยู่ที่การสนับสนุนอุตสาหกรรมเกษตร และเชื่อมโยงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสังคมเมืองกับการผลิตในสังคมชนบท เพื่อที่ประชากรในชนบทจะได้รับประโยชน์จากการเติบโตของสังคมเมืองด้วย ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างงานสร้างรายได้เท่านั้น แต่ยังสามารถลดความเหลื่อมล้ำได้อีกด้วย


        การเชื่อมโยงตลาดดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ภาคชนบทยังต้องอาศัยการพัฒนาอีกมากเช่นกัน โดยเฉพาะมาตรฐานอาหารปลอดภัย และการศึกษา กล่าวคือการจะยกระดับการผลิตให้มีมูลค่าที่สูงขึ้นได้นั้น ต้องมีมาตรฐานสากล มีการรับรองระบบมาตรฐาน ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม จึงจะสามารถเพิ่มตลาดใหม่ๆ เช่น ซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านอาหาร  โดยเฉพาะปัจจุบันนี้ผู้บริโภค ใส่ใจเรื่องความสะอาดและความปลอดภัยมากขึ้น เกษตรกรและผู้ประกอบการต้องปรับตัว เพื่อพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค แต่การทำมาตรฐานต้องมีการลงทุนและค่าใช้จ่าย รัฐบาลควรให้การสนับสนุนในส่วนนี้เพื่อส่งเสริมเกษตรกรรายย่อยและ SME 
  
        นอกจากนั้น Rob Vos และ Andrea Cattaneo ยังเสนออีกว่าลดภาษีนำเข้า เนื่องจากปัจจัยการผลิตสินค้าเกษตร เช่น ปุ๋ย และเครื่องมือทางการเกษตร ส่วนใหญ่เป็นสินค้านำเข้า หากลดภาษีนำเข้าได้ จะเป็นการลดต้นทุนให้กับเกษตรกรรายย่อยได้อีกทางหนึ่ง


        เพื่อให้ได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจประชากรในชนบทต้องได้รับการศึกษาอย่างเหมาะสม เพื่อพัฒนาทักษะในการประกอบอาชีพ เช่น การทำธุรกิจ และเทคโนโลยี ซึ่งการได้รับการศึกษาจะช่วยให้พัฒนาฝีมือแรงงานและประกอบอาชีพได้หลากหลาย และยกระดับค่าครองชีพอีกด้วย รัฐบาลจึงควรส่งเสริมการพัฒนาการศึกษาทั้งระดับอาชีวะและการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งการอบรมแก่คนทำงาน เพื่อให้มีความรู้สำหรับระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ ครอบคลุมทั้งความรู้ด้านดิจิตอล กระบวนการผลิต มาตรฐานสากล เทคโนโลยี และการทำธุรกิจ

References 

Vos, R. and Cattaneo, A. (2020). Smallholders and Rural People Making Food System Value Chains Inclusive. Retrieved from http://ebrary.ifpri.org/utils/getfile/collection/p15738coll2/id/133646/filename/133857.pdf July, 3 2020
  





วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

พัฒนาชนบทอย่างไรให้เข้มแข็ง (1)

พัฒนาชนบทอย่างไรให้เข้มแข็ง (1)

           Rob Vos และ Andrea Cattaneo เสนอแนวทางในการพัฒนาชนบทให้เข้มแข็ง และได้ประโยชน์จากการเติบโตของสังคมเมือง 3 แนวทาง คือการลงทุนในสาธารณูปโภคพื้นฐาน การปรับปรุงกฎระเบียบด้านการค้า และอบรมพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

          ลงทุนในสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งมีความจำเป็นยิ่งในการทำให้ความเชื่อมโยงระหว่างสังคมชนบทและสังคมเมืองเข้มแข็งขึ้น การก่อสร้างถนน ไฟฟ้า คลังสินค้า ล้วนแต่ทำให้คุณภาพชีวิตของชาวชนบทดีขึ้น นอกจากนั้นการแก้ปัญหาที่ดินทำกิน การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการปรับปรุงปัจจัยการผลิต ก็เป็นส่วนเสริมทำให้ชาวชนบทมีรายได้ที่สูงขึ้น และลดความผันผวนอันเกิดจากราคาตลาด หรือภัยธรรมชาติได้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานมันฝรั่งในอินเดีย มีการสร้างห้องเย็นเพื่อเก็บรักษามันฝรั่งให้กับชาวสวน

   
        ซึ่งมีเกษตรกรให้ความสนใจเป็นอันมาก จากเดิมมีเกษตรกรใช้ห้องเย็นแค่ 40% ของเกษตรทั้งหมดในปี 2000 แต่ปัจจุบัน มีเกษตรกรใช้ถึง 95% แล้ว ห้องเย็นไม่เพียงลดความเสียหายของมันฝรั่งเท่านั้น แต่ยังเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับเกษตรกรด้วย เดิมทีมันฝรั่งสามารถเก็บได้เพียง 3 เดือน แต่ห้องเย็นสามารถยืดอายุของมันฝรั่งได้นาน 7 เดือน ช่วงที่มันฝรั่งออกมาเยอะ ราคาตก เกษตรก็สามารถเก็บมันฝรั่งไว้ในห้องเย็นเพื่อชะลอการขาย นอกจากนั้นมันฝรั่งที่เก็บในห้องเย็นยังสามารถเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ได้อีกด้วย
 
     
       ห้องเย็นยังช่วยทำให้การเชื่อมโยงตลาดระหว่างสังคมเมืองและสังคมชนบทให้ดีมากขึ้นอีกด้วย ผู้บริโภคเห็นว่าการเก็บมันฝรั่งในห้องเย็น ทำให้เก็บรักษาคุณภาพมันฝรั่งไว้ได้ ไม่เน่าเสีย จึงมีความต้องการมันฝรั่งจากห้องเย็นมากขึ้น และยินดีซื้อในราคาที่สูงขึ้น ในขณะที่ผู้ผลิตเองก็สามารถชะลอการขาย ในช่วงราคามันฝรั่งตกต่ำได้อีกด้วย นับเป็นการยกระดับรายได้ของเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง

    
       นอกจากอินเดียแล้ว บราซิลเองก็เช่นกัน มีการลงทุนก่อสร้างถนนและการขนส่ง ทำให้ลดเวลาในการขนส่งสินค้า และลดต้นทุนของเกษตรกร ทำให้เข้าถึงตลาดในสังคมเมืองได้มากขึ้น ในยุโรปมีการลงทุนสร้างโรงฆ่าสัตว์ชุมชน ระบบอินเตอร์เน็ต ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุน หรือในตอนใต้ของชิลีที่มีการปรับปรุงถนนและการขนส่ง ทำให้เกษตรกรเข้าถึงตลาดได้ง่ายขึ้น จึงนำไปสู่การลงทุนใหม่ๆ เช่น การเลี้ยงปลาแซลมอน ซึ่งเป็นการเพิ่มการจ้างงานในชนบทโดยเฉพาะแรงงานสตรี  ในนิคารากัว มีการก่อสร้างถนน โรงงานแปรรูปนม และห้องเย็น ซึ่งเป็นเสริมความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เพิ่มรายได้และขยายตลาดได้มากขึ้น

      ซึ่งการลงทุนในสาธารณูปโภคพื้นฐาน เป็นการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก สร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน เพราะเป็นการลดต้นทุน ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของห่วงโซ่อุปทาน และส่งเสริมการจ้างงานอีกด้วย

References 

Vos, R. and Cattaneo, A. (2020). Smallholders and Rural People Making Food System Value Chains Inclusive. Retrieved from http://ebrary.ifpri.org/utils/getfile/collection/p15738coll2/id/133646/filename/133857.pdf July, 3 2020
  

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

โอกาสทางเศรษฐกิจของชนบท

โอกาสทางเศรษฐกิจของชนบท

          เพื่อให้ประชากรในชนบทได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากสังคมเมือง ชาวชนบทเองก็ต้องปรับวิถีการผลิต ให้สินค้ามีคุณภาพ ปลอดภัย ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค จึงจะสามารถทำให้การผลิตสินค้าเกษตรในสังคมชนบทเชื่อมโยงกับตลาดของสังคมเมืองได้ หากการเชื่อมโยงสามารถเกิดขึ้นได้ ย่อมจะนำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคส่วนอื่นๆ เช่น การขนส่ง การผลิต การค้าส่งและค้าปลีก ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างงานสร้างรายได้ในชนบท แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่จะเสริมศักยภาพของสังคมชนบทได้ก็คือการสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน เพื่อสนับสนุนความเชื่อมโยงการตลาดดังกล่าว เช่น ถนน คลังสินค้า ห้องเย็นเก็บสินค้า ไฟฟ้า ประปา และแหล่งเงินทุน ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการพัฒนาเศรษฐกิจในสังคมชนบท

            Rob Vos และ Andrea Cattaneo ระบุถึงโอกาสทางการตลาดในสังคมเมือง ในขณะที่ประชากรมากกว่า 1.5 พันล้านคน กระจายตัวอยู่ในเมืองเล็กๆในประเทศกำลังพัฒนา หลายเมืองมีประชากรไม่ถึง 5 แสนคน แต่นี่เป็นโอกาสสำหรับสินค้าเกษตรในชนบทในการเจาะตลาดกลุ่มนี้ ตลาดภายในมีศักยภาพที่สูงมาก ยกตัวอย่างเช่น หลายประเทศในทวีปแอฟริกามีการส่งออกเพียง 5-10% แต่ขายสินค้าอาหารในประเทศสูงถึง 80% และผู้ขายส่วนใหญ่ก็เป็นรายเล็ก หรือ SME สังคมเมืองขนาดเล็กจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชนบท


         การเติบโตของสินค้าอาหารนี้ จะเป็นขับเคลื่อนให้เกิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆกับธุรกิจนอกภาคการเกษตรด้วย

         1. การบริโภคผักและเนื้อสัตว์ จะต้องนำไปสู่การพัฒนาการขนส่งและห้องเย็น เพื่อจัดส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภค อย่างรวดเร็วและไม่เน่าเสีย
         2. พฤติกรรมการบริโภคของคนเมืองเปลี่ยนแปลงไป การบริโภคอาหารสำเร็จเสร็จสิ้นด้วยไมโครเวฟ กำลังเป็นที่ต้องการมากขึ้น ย่อมจะนำไปสู่การพัฒนาและปรับปรุงการแปรรูปอาหารให้มีความหลากหลายมากขึ้น
         3. เพิ่มโอกาสใหม่ในธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก
         4. นอกจากนั้น พฤติกรรมรับประทานอาหารนอกบ้านของคนเมืองก็เพิ่มขึ้น ธุรกิจร้านอาหาร ซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือฟาสต์ฟูดส์ ก็มีโอกาสเติบโตเช่นกัน


          ทั้งนี้สังคมชนบทก็ต้องเตรียมยกเครื่องขนานใหญ่ เพื่อรองรับตลาดของสังคมเมือง ตั้งแต่เรื่องหีบห่อและบรรจุภัณฑ์ เพื่อป้องกันการเน่าเสียง่าย ห้องเย็นเพื่อเก็บสินค้า การขนส่ง โรงฆ่าสัตว์ต้องได้มาตรฐานและมีความสะอาด การสีข้าวและธัญพืชก็ต้องปรับปรุงคุณภาพให้ดีขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ดังนั้นสังคมชนบทยังต้องการสาธารณูปโภคพื้นฐาน การพัฒนาสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด และการพัฒนาอบรมฝีมือแรงงาน

References 


Vos, R. and Cattaneo, A. (2020). Smallholders and Rural People Making Food System Value Chains Inclusive. Retrieved from http://ebrary.ifpri.org/utils/getfile/collection/p15738coll2/id/133646/filename/133857.pdf July, 3 2020

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2563

บทเรียนจาก Rurbanomics


บทเรียนจาก Rurbanomics
   
       การฟื้นฟูสังคมชนบทต้องเข้าใจปัญหาของแต่ละพื้นที่ แต่ละชุมชนมีความต้องการที่แตกต่างกัน จึงต้องการการพัฒนาที่ต่างกันด้วย อาทิเช่น ในทวีปแอฟริกาต้องการพัฒนาด้านเกษตรกรรม ในเอเชียใต้ต้องกระจายความเจริญสู่ชนบท เพื่อเพิ่มการจ้างงานในชนบทและลดการอพยพเข้าเมือง สำหรับจีนนั้นต้องปรับปรุงการพัฒนาชนบทเพื่อให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของสังคมชนบทเพื่อดึงดูดให้คนหนุ่มสาวทำงานในชนบท แทนการอพยพเข้าเมืองใหญ่ การฟื้นฟูสังคมชนบทตามแนวทาง Rurbanomics นั้นพัฒนาในหลายมิติ อย่างเช่น


      1. สร้างความเชื่อมโยงระหว่างสังคมเมืองและสังคมชนบทอย่างเข้มแข็ง โดยการปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานอาหารทั้งกระบวนการผลิต การกระจายสินค้า การตลาด การบริการ และสร้างโอกาสใหม่ๆในการทำงานให้กับแรงงานในพื้นที่ชนบท และต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมด้วย เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปแบบยั่งยืน หัวใจสำคัญของ Rurbanomics ก็คือสังคมเมืองและสังคมชนบทต้องเป็นพาร์ทเนอร์กันอย่างเท่าเทียม

       2. Rurbanomics ให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านเกษตรกรรมเป็นรากฐาน แต่ก็ไม่ละเลยกิจกรรมนอกภาคเกษตร เพราะการเติบโตของภาคการเกษตรจะทำให้ภาคส่วนอื่นเติบโตตามไปด้วย เช่น ภาคอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป การขนส่ง การบริการทางการเงิน และการบ่มเพาะผู้ประกอบการ

       3. องค์กรท้องถิ่นต้องมีธรรมาภิบาลตรวจสอบได้ มีรายได้ที่เพียงพอในการจัดการท้องถิ่นของตนเอง ประชาชนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนท้องถิ่นของตนเอง

      Rurbanomics จึงเป็นอีกแนวทางในการพัฒนาชนบทในประเทศไทย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ





References 
  Steiner, A. and Fan, S. (2019). Rural Revitalization Tapping into New Opportunity. Retrieved from https://www.ifpri.org/publication/2019-global-food-policy-report 26 June 2020







วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2563

Rurbanomics วิถีใหม่แห่งการพัฒนา



Rurbanomics วิถีใหม่แห่งการพัฒนา 

     Rurbanomics คือการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมชนบทให้เชื่อมโยงกับการเติบโตของสังคมเมือง ในฐานะที่เป็นพาร์ทเนอร์ที่เท่าเทียมและพึ่งพาอาศัยกัน ซึ่งแนวทางการพัฒนาตามวิถี Rurbanomics แบ่งออกเป็น 4 ด้าน

     1. เอาใจใส่ความต้องการของสังคมชนบท
     2. พัฒนาทรัพยากรท้องถิ่น และสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงสังคมชนบทกับสังคมโลก โดยอยู่บนหลักการของความหลากหลายและความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ
     3. เชื่อมโยงโอกาสของสังคมชนบทกับสังคมโลก
     4. กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และส่งเสริมธรรมาภิบาลในสังคมชนบท


      Rurbanomics เป็นแนวทางการพัฒนาสังคมชนบทในหลากหลายมิติ ไม่เพียงจำเพาะแค่ภาคการเกษตรเท่านั้น จากรายงานของ The International Food Policy Research Institute (IFPRI) ชี้ว่าการพัฒนาภาคเกษตรยังส่งผลให้เกิดการเติบโตของกิจกรรมนอกภาคเกษตรได้ด้วย เนื่องจากการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อส่งไปขายในเมือง ก็ต้องอาศัยการพัฒนาระบบขนส่ง คลังสินค้าและการจัดเก็บ การค้าปลีกและการค้าส่ง การบริการทางการเงิน ตลอดทั้งการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ทำให้สังคมชนบทขยายจากภาคเกษตร สู่ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับรายได้ของประชากรในชนบทในที่สุด

       อย่างไรก็ตาม การพัฒนาในสังคมชนบทยังต้องอาศัยการพัฒนาอีกมาก โดยเฉพาะการลงทุนด้านนวัตกรรม การวิจัยและการพัฒนา เพื่อให้การผลิตในภาคการเกษตรน่าสนใจและดึงดูดให้คนรุ่นใหม่ทำงานในชนบท เพื่อลดความแออัดในสังคมเมือง นอกจากนั้นยังต้องพัฒนาระบบชลประทานเพื่อลดความเสียหายอันเกิดจากภัยธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศเอธิโอเปีย เคนยา และไนเจอร์ ลงทุนก่อสร้างระบบชลประทาน ส่งผลให้ประชากรในภาคการเกษตรมีช่วงเวลาในการทำการเกษตรที่ยาวนานขึ้น เพราะมีแหล่งน้ำที่เพียงพอ และยังเพิ่มความหลากหลายของพืชเศรษฐกิจ และลดความเสียหายจากภัยธรรมชาติอีกด้วย

     กิจกรรมนอกภาคการเกษตรก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน เพราะเป็นกิจกรรมที่จะดึงให้คนยากจนในชนบทยกฐานะให้หลุดพ้นจากความยากจนไปได้ เช่น ในประเทศปากีสถาน พบว่ากว่าครึ่งหนึ่งของงานนอกภาคการเกษตรช่วยสร้างงานให้กับแรงงานในพื้่นที่ชนบท อีกตัวอย่างคือประเทศจีน ที่ยกระดับประชากรกว่า 223 ล้านคนที่ทำงานในภาคการเกษตรในพื้นทีชนบท ให้มาทำงานในกิจกรรมนอกภาคการเกษตร พบว่ามีประชากร 23 ล้านคนเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งสามารถสร้างงานให้กับประชากรอีก 119 ล้านคนได้ ซึ่งประชากรในกลุ่มนี้ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกถึง 40% ของมูลค่าทั้งหมด


     ถึงแม้ว่าจะมีการเติบโตของกิจกรรมนอกภาคการเกษตร แต่ช่องว่างของรายได้ระหว่างภาคชนบทและภาคตัวเมืองก็ยังห่างกันมาก รัฐบาลจีนจึงออกนโยบายยกระดับภาคชนบทโดยการลงทุนในสาธารณูปโภค เทคโนโลยี และนวัตกรรม การบริการสาธารณะ เช่น การศึกษาและสาธารณสุข และปฏิรูปธรรมาภิบาลของท้องถิ่น ซึ่งเป็นวิถีใหม่แห่งการพัฒนาสังคมชนบทที่ถูกละเลยมานาน





References 

Steiner, A. and Fan, S. (2019). Rural Revitalization Tapping into New Opportunity. Retrieved from https://www.ifpri.org/publication/2019-global-food-policy-report 26 June 2020

Fan, S. and Badiane, O. (2019). Rurbanomics: The Path to Rural Revitalization in Africa. Retrieved from https://www.ifpri.org/blog/rurbanomics-path-rural-revitalization-africa 26 June 2020

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2563

ฟื้นฟูภาคชนบทด้วยวิถี Rurbanomics

ฟื้นฟูภาคชนบทด้วยวิถี Rurbanomics
       การฟื้นฟูภาคชนบท (Rural Revitalization) คือการพัฒนาพื้นที่ชนบทในการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าเกษตร ให้มีความปลอดภัย ยั่งยืน และเปลี่ยนภาคชนบทให้เป็นพื้นที่ที่น่าอยู่ เพื่อลดความแออัดในตัวเมือง ปัจจุบันพบว่าเศรษฐกิจในตัวเมืองขยายตัวมากขึ้น ประชากรที่อาศัยในตัวเมืองมีรายได้ที่มากขึ้น ในขณะที่ประชากรในภาคชนบทกลับทิ้งถิ่นฐานเพื่อไปหาโอกาสที่ดีกว่าในเมืองใหญ่ จึงเป็นโจทย์ที่ว่าทำอย่างไรที่จะทำให้ภาคชนบทได้รับประโยชน์จากการเติบโตของตัวเมือง

     
       Rurbanomics จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะเชื่อมโยงภาคชนบทและตัวเมืองเข้าด้วยกัน และเติบโตไปพร้อมกัน Rurbanomics มาจากคำว่า Rural แปลว่า ภาคชนบท Urban แปลว่า ตัวเมือง และ Economics แปลว่า เศรษฐกิจ พูดง่ายๆก็คือ การเชื่อมโยงเศรษฐกิจภาคชนบทและภาคตัวเมืองเข้าด้วย โดยการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานด้านอาหาร คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการที่ภาคตัวเมืองขยายตัวขึ้นนั้น ความต้องการอาหารก็มีสูงขึ้นด้วย ไม่เพียงเท่านั้นประชากรในเมืองยังต้องการอาหารที่มีความสะอาด ปลอดภัย และยั่งยืนอีกด้วย และด้วยวิถีที่เร่งรีบของประชากรในเมือง ความต้องการอาหารปรุงสำเร็จ เพียงแค่อุ่นในไมโครเวฟก็สามารถรับประทานได้เลย ก็กำลังเป็นวิถีใหม่ที่คนเมืองต้องการ จึงเป็นโอกาสที่ภาคชนบทจะต้องปรับเปลี่ยนและพัฒนาด้านการเกษตรเพื่อตอบโจทย์ของคนเมือง  หากการเชื่อมโยงดังกล่าวเกิดขึ้นได้จริง จะสามารถสร้างความหลากหลายในการประกอบอาชีพ ทำให้แรงงานในภาคชนบทได้ประโยชน์ การผลิต การตลาด และการกระจายสินค้าได้รับการพัฒนา ภาคชนบทก็จะได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของตัวเมืองด้วย

    จากบทความของ Achim Steiner และ Shenggen Fan ยังกล่าวอีกว่า ไม่เพียงแค่ต้องพัฒนาการผลิตในอุตสาหกรรมอาหารในภาคชนบทเท่านั้น แต่ยังต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาสิ่งแวดล้อม ยกระดับการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ไปจนถึงระดับอาชีวะศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรในชนบท เพื่อรองรับงานที่หลากหลายมากขึ้น ยกตัวอย่างการพัฒนาชนบทในจีน อินเดีย และเนปาล ที่มีการลงทุนในด้านการวิจัยด้านการเกษตร พัฒนาด้านการศึกษา และคมนาคม ทำให้ลดความยากจนอย่างมีนัยสำคัญ

     เป็นที่ทราบกันว่า กิจกรรมการเกษตรมีส่วนทำลายสิ่งแวดล้อม ทั้งการแผ้วถางป่า และยังเพิ่มก๊าซเรือนกระจก  แต่การพัฒนาชนบทตามแนว Rurbanomics นั้นไม่เพียงแต่ครอบคลุมปริมณฑลด้านการเกษตรเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมด้านสิ่งแวดล้อม และกิจกรรมนอกภาคการเกษตรอีกด้วย กล่าวคือต้องพัฒนาการทำการเกษตรและควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย โดยการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวล ซึ่งเป็นการนำของเหลือจากภาคการเกษตรมาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้า ไม่เพียงแต่ช่วยลดโลกร้อน แต่ยังส่งเสริมธุรกิจนอกภาคการเกษตร เป็นการเพิ่มความหลากหลายในการประกอบอาชีพอีกด้วย


       ตัวอย่างเช่น ประเทศไนจีเรีย พบว่าสินค้าอาหารกว่า 45% ต้องเน่าเสีย เนื่องจากขาดแคลนตู้เย็นหรือห้องเย็นเพื่อเก็บรักษาอาหาร จึงมีแนวคิดในการสร้างห้องเย็นเพื่อรักษาสินค้าอาหารจากพลังงานแสงอาทิตย์

        Rurbanomics เน้นความเชื่อมโยงและการพึ่งพากันระหว่างภาคตัวเมืองและภาคชนบท ซึ่งจะเป็นการดึงศักยภาพของภาคชนบทให้สูงขึ้น และสามารถทำได้มากกว่าแค่ผลิตอาหารป้อนคนเมือง


References 

Steiner, A. and Fan, S. (2019). Rural Revitalization Tapping into New Opportunity. Retrieved from https://www.ifpri.org/publication/2019-global-food-policy-report 26 June 2020

Fan, S. and Badiane, O. (2019). Rurbanomics: The Path to Rural Revitalization in Africa. Retrieved from https://www.ifpri.org/blog/rurbanomics-path-rural-revitalization-africa 26 June 2020