KIT UDOM RICE

Premium Quality Rice from Ubon Ratchathani, Thailand.

This is default featured slide 2 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 3 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 4 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 5 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

Premium Grade Hom Mali Rice

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกษตร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกษตร แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564

โครงการข้าวยั่งยืน เพื่อเกษตรกร

 โครงการข้าวยั่งยืน เพื่อเกษตรกร

         โครงการข้าวยั่งยืน เกิดจากความร่วมมือระหว่างกรมการข้าวและองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศเยอรมันหรือ GIZ เข้ามาส่งเสริมให้เกษตรกรในประเทศไทยปลูกข้าว เพื่อลดโลกร้อน คำนึงถึงความสมดุลของระบบนิเวศ ผมได้มีโอกาสลงพื้นที่พร้อมกับทีมงานโครงการข้าวยั่งยืนหลายครั้ง เห็นความตั้งใจจริงของทีมงานเป็นอย่างมากที่ทุ่มเทและเสียสละเพื่อเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ทั้งการฝึกอบรม การให้ความรู้ หาตลาด และมีเงินโบนัสช่วยเหลือเกษตรกรอีกด้วย 

            โครงการข้าวยั่งยืนเข้ามาพัฒนาเกษตรกรใน 3 มิติ ประกอบด้วย เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม 

      • ด้านเศรษฐกิจ สมาชิกโครงการข้าวยั่งยืน หลังจากขายข้าวแล้ว หากข้าวมีคุณภาพที่ดี รักษาความบริสุทธิ์ของข้าวหอมมะลิ ทางโครงการจะมีเงินโบนัสเพื่อช่วยยกระดับรายได้ให้กับเกษตรกร 
      • ด้านสิ่งแวดล้อม โครงการข้าวยั่งยืนจะมีทีมวิทยากรลงพื้นที่เพื่อให้ความรู้กับเกษตรกร ใช้ปุ๋ยตามค่าการวิเคราะห์ดิน อยู่บนพื้นฐานทางวิชาการ ใช้เทคนิคการตัดข้าวพร้อมกับตัดหญ้า เพื่อลดการใช้ยาปราบวัชพืช นอกจากจะรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนให้กับเกษตรกรอีกด้วย 
      • ด้านสังคม โครงการข้าวยั่งยืนยังช่วยเกษตรกรหาตลาด ส่งเสริมให้ผู้บริโภคได้รับประทานข้าวปลอดภัย นับว่าได้ประโยชน์ทั้งเกษตรกรจนถึงผู้บริโภค 

           ทีมงานข้าวยั่งยืนยังพบปัญหาว่า เกษตรกรในพื้นที่หลายคนยังใช้ปุ๋ยไม่ถูกวิธี ยิ่งใส่เยอะยิ่งได้ผลผลิตดี หรือเลือกซื้อปุ๋ยจากราคาที่ถูกเป็นหลัก โดยไม่รู้ว่าปุ๋ยชนิดนั้นไม่เหมาะกับดิน หรือซื้อปุ๋ยตามกระแสหรือตามคำแนะนำของคนขายปุ๋ย จึงทำให้ใช้ปุ๋ยอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เกิดเป็นต้นทุนอย่างไม่จำเป็น คุณพ่อมนตรี วิทยากรของโครงการจึงให้ความรู้กับเกษตรกร แนะนำให้ซื้อแม่ปุ๋ยคือปุ๋ยยูเรีย ฟอสฟอรัส และโพแทสซียม มาผสมใช้เอง นอกจากจะมีต้นทุนที่ถูกแล้ว ยังผสมปุ๋ยได้สัดส่วนและเหมาะสมกับสภาพดิน

           สูตรปุ๋ยที่ทีมงานข้าวยั่งยืนแนะนำให้ใช้คือ ปุ๋ยยูเรีย 2 กระสอบ ปุ๋ยโพแทสเซียมและฟอสฟอรัส อย่างละ 1 กระสอบต่อข้าว 10 ไร่ โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียทีมงานข้าวยั่งยืนแนะนำว่า ไม่ควรใช้เยอะเกินไป ข้าวก็เหมือนกับคน กินอิ่มแล้วก็พอ ถึงแม้จะใช้เยอะก็ไม่ใช่ว่าผลผลิตจะดี นอกจากจะเกิดต้นทุนโดยไม่จำเป็นแล้ว ยังทำให้ข้าวตายหรือเกิดโรค เกิดเชื้อราได้อีกด้วย ในขณะที่โพแทสเซียมและฟอสฟอรัส ละลายช้ากว่าปุ๋ยยูเรีย ไม่ต้องใส่เยอะก็ได้

           ทีมงานโครงการข้าวยั่งยืน ลงพื้นที่จริง จึงรับรู้ถึงปัญหาที่แท้จริงของเกษตรกร และลงไปแก้ปัญหาถึงในพื้นที่ มีปัจจัยการผลิตเช่น เครื่องหยอดข้าว ส่งเสริมให้เกษตรกรทำนาหยอด ซึ่งได้ผลผลิตที่ดีกว่านาหว่าน และไม่ใช้แรงงานเยอะเหมือนนาดำ โครงการข้าวยั่งยืนจึงน่าจะเป็นอีกหนึ่งแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับภาคเกษตรกรรมของไทย


 

วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2564

ยืนหยัดอย่างยั่งยืน

 ยืนหยัดอย่างยั่งยืน 

        หลายวันมานี้ทีมงานข้าวยั่งยืนลงพื้นที่ให้ความรู้กับเกษตรกร ในหลายหมู่บ้านในอำเภอตระการพืชผล การลงพื้นที่ในครั้งนี้ผมรู้สึกขอบคุณทีมงามข้าวยั่งยืนที่ทำงานอย่างขยันขันแข็ง เพื่อคนในพื้นที่และแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรอย่างแท้จริง  ทำให้ผมได้รับความรู้จากคุณพ่อมนตรี พรหมลักษณ์ ในฐานะหัวหน้าโครงการและวิทยากรด้วย จากการลงพื้นที่ทำให้ผมรับรู้ถึงปัญหาว่า เกษตรกรหลายคนใช้ปุ๋ยตามอำเภอใจ หรือเลือกปุ๋ยตามคำแนะนำจากร้านค้า โดยขาดความรู้ที่แท้จริง คุณพ่อมนตรีจึงรวบรวมความรู้และประสบการณ์กว่า 40 ปี เขียนเป็นคู่มือถึงวิธีการปลูกข้าวเพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน  

        

      ส่วนหนึ่งของการบรรยายคุณมนตรีเล่าว่า เกษตรกรไม่ได้ใช้ปุ๋ยตามค่าการวิเคราะห์ดิน หรือเลือกใช้ปุ๋ยที่มีราคาถูกมากกว่าปุ๋ยที่เหมาะกับต้นข้าว ซึ่งเป็นการใช้ปุ๋ยอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ผลผลิตลดลง ต้นทุนสูงขึ้น ดังนั้น เกษตรกรจึงต้องมีความรู้เรื่องปุ๋ยและความแตกต่างของปุ๋ยแต่ละชนิด ยกตัวอย่างเช่น ปุ๋ยยูเรียช่วยบำรุงใบ ฟอสฟอรัสช่วยในการแตกกอ โพแทสเซียมบำรงรวงข้าว แต่ฟอสฟอรัสกับโพแทสเซียมเป็นปุ๋ยที่ละลายช้า ดังนั้นไม่ต้องใส่เยอะ หากเกษตรกรมีความรู้เช่นนี้ก็ใช้ปุ๋ยอย่างพอเหมาะ ลดต้นทุนในการทำนาได้

        โดยสัดส่วนที่เหมาะสมก็คือยูเรีย 20 กก. ต่อฟอสฟอรัส 5 กก. ต่อโพแทสเซียม 5 กก. ใส่หลังนาดำประมาณ 10 วันหรือนาหว่าน 1 เดือน แต่ถ้าเป็นช่วงฝนไม่ดี ต้องทะยอยใส่ปุ๋ยละน้อย สำหรับช่วงที่ข้าวกำลังตั้งท้องใช้ยูเรีย 5 กก.ต่อไร่ก็พอ ถ้าใช้เยอะกว่านั้นจะทำให้ข้าวเกิดเชื้อราหรือตายได้ สำหรับพื้นที่ในภาคอีสานนั้นส่วนใหญ่เป็นนาดินทราย การใช้ปุ๋ยสูตร 16-20-0 หรือ 15-15-15 ไม่เหมาะกับนาดินทราย ดังนั้นเกษตรกรจึงต้องเลือกใช้ปุ๋ยที่เหมาะกับสภาพดิน เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี คุ้มค่ากับการลงทุน

          

       โครงการข้าวยั่งยืนต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง ในขณะที่ข้าวต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก ข้าวไทยกำลังได้รับความนิยมลดลงเนื่องจากมีราคาสูง ในขณะที่ข้าวจากประเทศคู่แข่ง มีคุณภาพใกล้เคียงข้าวไทยแต่ราคาถูกกว่า เกษตรกรจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีทำนา โดยลดต้นทุน หนึ่งในเคล็ดลับที่คุณพ่อมนตรีบรรยายคือลดการใช้ยาฆ่าหญ้า เพราะนอกจากทำลายสิ่งแวดล้อมแล้ว ทำให้กบเขียดในท้องนาล้มตาย ยังเป็นต้นทุนให้กับเกษตรกรด้วย คุณพ่อมนตรีจึงให้เกษตรกรตัดต้นข้าวพร้อมกับต้นหญ้าในช่วง 1 เดือนก่อนข้าวตั้งท้อง จะสามารถกำจัดวัชพืชได้โดยไม่ต้องใช้ยาฆ่าหญ้า

          

         โครงการข้าวยั่งยืน ส่งเสริมให้เกษตรกรลดการใช้ยาฆ่าหญ้า ทำพันธุ์ข้าวเอง ใช้ปุ๋ยอย่างถูกวิธี ประหยัดต้นทุน จึงจะสามารถทำให้ข้าวไทยยืนหยัดในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน




 

วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2564

กบคืนนา ปลาคืนทุ่ง ข้าวยั่งยืน

 กบคืนนา ปลาคืนทุ่ง ข้าวยั่งยืน 

        ผมลงพื้นที่กับทีมงานข้าวยั่งยืน มีคุณพ่อมนตรี พรหมลักษณ์ เป็นหัวหน้าและเป็นวิทยากรในการลงพื้นที่ด้วย ส่วนหนึ่งของการบรรยายคุณพ่อมนตรีเล่าให้ฟังว่า ข้าวไทยในปัจจุบันเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะจากอินเดียและเวียดนาม แม้ว่าข้าวไทยจะมีคุณภาพสูงกว่าคู่แข่ง แต่หากราคาสูงกว่าคู่แข่งมากข้าวไทยก็จะสูญเสียตลาดในต่างประเทศ ในขณะที่ชาวนามีต้นทุนสูง เนื่องจากราคาปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้นมาก ดังนั้นคุณพ่อมนตรี จึงอบรมให้ความรู้เรื่องการใช้ปุ๋ยแก่เกษตรกร เพื่อช่วยเกษตรกรลดต้นทุน 

        ข้าวมีความจำเป็นต้องการปุ๋ยยูเรีย แต่หากใส่ปุ๋ยยูเรียเยอะเกินไป จะทำให้ข้าวเป็นโรค ข้าวล้ม หรือข้าวตาย นอกจากจะทำให้ผลผลิตเสียหายแล้ว เกษตรกรยังแบกรับต้นทุนสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้นเกษตรกรต้องใช้ปุ๋ยให้เหมาะสม คุณพ่อมนตรีบอกอีกว่า สำหรับพื้นที่นาในภาคอีสานส่วนใหญ่เป็นนาดินทราย สูตรปุ๋ยที่เหมาะสมคือ 16-16-8 ในขณะที่เกษตรกรจำนวนมากเคยชินกับการใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ซึ่งไม่เหมาะกับการปลูกข้าว แต่เหมาะกับการปลูกมันสำปะหลัง นอกจากจะไม่ได้ผลผลิตตามที่คาดไว้แล้ว ยังมีต้นทุนที่สูงโดยไม่จำเป็นอีกด้วย 

         ดังนั้นข้าว 1 ไร่ ควรใช้ปุ๋ยยูเรียไม่เกิน 10 กก. ปุ๋ยโพแทสเซียมและฟอสฟอรัส ไม่เกิน 5 กก. เกษตรกรควรซื้อปุ๋ยยูเรีย 2 กระสอบ และปุ๋ยโพแทสเซียมและฟอสฟอรัส อย่างละ 1 กระสอบ ต่อข้าว 10 ไร่ จะเป็นการใช้ปุ๋ยเหมาะกับค่าการวิเคราะห์ดิน ได้ผลผลิตดีและประหยัดต้นทุนได้ดีอีกด้วย 

         เมล็ดพันธุ์ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาของเกษตรกร นอกจากจะเป็นต้นทุนแล้วยังไม่เพียงพอต่อความต้องการอีกด้วย คุณพ่อมนตรีจึงโน้มน้าวให้เกษตรกร ทำเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง โดยกันพื้นที่ไว้ส่วนหนึ่งเพื่อทำเมล็ดพันธุ์โดยเฉพาะ เพาะปลูกให้พิถีพิถัน เกี่ยวมือ คัดเลือกพันธุ์ปลอมปนออก เช่นนี้แล้วก็ไม่จำเป็นต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ทุกปี

       

         นอกจากการใช้ปุ๋ยอย่างถูกวิธีแล้ว การตัดหญ้าก่อนข้าวตั้งท้อง 1 เดือนและใส่ปุ๋ยเพื่อให้ข้าวแตกกอใหม่ ก็เป็นอีกเทคนิคที่ช่วยประหยัดยาฆ่าหญ้าได้อีกด้วย นอกจากจะประหยัดต้นทุนแล้ว ยังสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศ ลดโลกร้อน คืนสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับท้องนา ดั่งคำว่ากบคืนนาปลาคืนทุ่ง 

 

          

วันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2564

สมาชิกใหม่โครงการข้าวยั่งยืน

 สมาชิกใหม่โครงการข้าวยั่งยืน 

         ผมได้มีโอกาสลงพื้นที่พร้อมกับทีมงานข้าวยั่งยืน เพื่อขึ้นทะเบียนสมาชิกใหม่ให้กับเกษตรกรในอำเภอเหล่าเสือโก้ก เกษตรกรในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำของโรงสีข้าวกิจอุดมอยู่แล้ว แต่เพิ่งจะได้สมัครเป็นสมาชิกของโครงการข้าวยั่งยืน ยังมีงานเอกสาร บัตรสมาชิก เงื่อนไขการได้รับเงินปันผล และข้อมูลองค์ความรู้ต่างๆ ที่ยังถือเป็นสิ่งใหม่สำหรับเกษตรกร ต้องขอขอบคุณทีมงานข้าวยั่งยืนที่ทำงานอย่างขยันขันแข็ง เพื่อเกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง นับได้ว่ามีประโยชน์เป็นอย่างมาก


         ผมได้ร่วมฟังบรรยายจากคุณพ่อมนตรี พรหมลักษณ์ เรื่องการใช้ปุ๋ย พบว่าเกษตรกรหลายคนยังคงใช้ปุ๋ยด้วยความเชื่อที่ผิดๆ ยิ่งใส่ปุ๋ยยิ่งมากยิ่งดี และยังใช้ปุ๋ยไม่ถูกวิธี ไม่เหมาะกับดิน นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์แล้ว ยังสิ้นเปลืองเงินทอง ต้นทุนสูง และยังทำให้ต้นข้าวได้รับความเสียหาย ยกตัวอย่างเช่น คุณพ่อมนตรีเล่าว่า ปุ๋ยยูเรียแม้มีประโยชน์มาก แต่หากใช้ไม่ถูกต้อง ใช้เยอะเกินไป เกิน 10 กก.ต่อไร่ จะทำให้ข้าวตายหรือเกิดเชื้อราขึ้นได้ 

        

         ต้นข้าวก็เหมือนกับคน กินอิ่มก็พอ การใช้ปุ๋ยมากเกินไป ต้นข้าวก็ดูดซึมไม่หมด เป็นความสิ้นเปลือง เพิ่มต้นทุนให้กับเกษตรกร เกษตรกรบางคนปลูกข้าวกข 15 และ ข้าวหอมมะลิ 105 ซึ่งข้าวกข 15 จะเก็บเกี่ยวก่อน ข้าวหอมมะลิ 105 ดังนั้นปุ๋ยยูเรียควรใส่ข้าวกข 15 ก่อน และทิ้งช่วงประมาณ 1-2 สัปดาห์จึงใส่ปุ๋ยให้ข้าวหอมมะลิ 105 ไม่ใช่ใส่ปุ๋ยพร้อมกัน หากใส่ปุ๋ยโดยไม่คำนึงถึงเวลา และดินฟ้าอากาศ แทนที่จะเกิดประโยชน์ แต่กลับเกิดโทษทำให้ต้นข้าวเสียหาย 


           

         หลังจากเสร็จสิ้นการบรรยาย ผมจึงถือโอกาสเยี่ยมแปลงนาของแม่แขกด้วย แม่แขกเป็นลูกค้าประจำของโรงสีข้าวกิจอุดม ให้ความไว้วางใจเรามาโดยตลอด ข้าวของแม่แขกมีคุณภาพ เมล็ดสวย วันนี้มาเห็นด้วยตา จึงรู้ว่าเพราะการเอาใจใส่ของแม่แขก จึงทำให้ได้ข้าวคุณภาพ แม่แขกปลูกข้าวพร้อมกับถั่วเขียวพร้อมกัน จึงทำให้ดินได้รับสารอาหารที่อุดมสมบูรณ์ ต้นข้าวจึงเติบโตงอกงามได้ดี

 

            

          ทีมงานข้าวยั่งยืนที่ลงพื้นที่จริง เพื่อแก้ปัญหาให้ความรู้กับเกษตรกรในพื้นที่อย่างจริงจัง มีคุณพ่อมนตรี พรหมลักษณ์ เป็นหัวหน้า ผู้ซึ่งมีความรู้และประสบการณ์ พร้อมจะถ่ายทอดให้กับเกษตรกร ด้วยความจริงใจของทีมงานข้าวยั่งยืน จึงได้รับความไว้วางใจจากเกษตรกรในพื้นที่ โรงสีข้าวกิจอุดมขอเป็นกำลังใจและสนับสนุนทีมงานข้าวยั่งยืนด้วยใจจริง ไหมเส้นเดียวไม่เป็นด้าย ต้นไม้ต้นเดียวไม่เป็นป่า การแก้ปัญหาเกษตรกรรมต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคน 

 



วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2564

ก้าวแรกของการเปิดประเทศของจีน

 ก้าวแรกของการเปิดประเทศของจีน 

         ผลพวงจากการใช้นโยบายพึ่งพาตนเอง (Self-reliance) และปิดประเทศ (the Closed-door policy)ของจีน ในสมัยของเหมาเจ๋อตง ทำให้จีนประสบปัญหาในหลายๆอย่าง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือด้านเกษตรกรรม ในขณะที่จีนทุ่มเทงบประมาณด้านชลประทานมากมายแต่กลับได้ผลผลิตน้อยนิด ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน เจ้าจื่อหยางตระหนักเป็นอย่างดีว่าสาเหตุเกิดจากการปลูกพืชที่ไม่เหมาะกับสภาพภูมิประเทศ หากปลูกพืชที่เหมาะกับสภาพดินฟ้าอากาศ และส่งออกไปขายเพื่อแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่ต้องการ จะเป็นการช่วยประหยัดงบประมาณและนำไปใช้กับสิ่งที่เกิดประโยชน์มากขึ้น  

                                          Photo by Zetong Li on Unsplash

        ปี 1979 เจ้าจื่อหยางเดินทางไปดูงานในต่างประเทศ พบว่าทางตอนใต้ของฝรั่งเศส มีสภาพภูมิอากาศแห้งและไม่มีฝนในช่วงหน้าร้อน แทนที่ฝรั่งเศสจะลงทุนสร้างระบบชลประทานขนาดใหญ่ แต่กลับเลือกจะปลูกองุ่นที่เหมาะกับสภาพอากาศ ซึ่งสร้างความมั่งคั่งให้กับเกษตรกร ในอังกฤษก็เช่นกันฝั่งตะวันออก ได้รับแสงแดดที่เพียงพอ เหมาะกับการปลูกข้าวสาลี ในขณะที่ฝั่งตะวันตกได้รับแสงแดดน้อยกว่า จึงเลือกที่จะปลูกหญ้า และฝั่งตะวันตกจึงกลายเป็นแหล่งอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ การปศุสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากนม อีกประเทศคือกรีซ ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศที่แห้งแล้งและไม่มีฝน คล้ายกับสภาพอากาศในส่านซีของจีน แต่สำหรับจีนแล้วลงทุนเพื่อพัฒนาชลประทานมากมายเพื่อปลูกข้าว แต่กลับได้ผลผลิตที่ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน และเกษตรกรก็ยังประสบปัญหาอดอยากอีกด้วย แต่กรีซกลับปลูกต้นมะกอกและพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันมะกอก ซึ่งสร้างความมั่งคั่งให้กับเกษตรกรในพื้นที่ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือแม้ว่าเกษตรกรในกรีซจะไม่ได้ปลูกข้าว แต่ปลูกมะกอกก็มีเงินซื้อข้าวได้เช่นกัน กรีซประสบความสำเร็จเช่นนี้ได้ เพราะนโยบายการเปิดประเทศ

                                         Photo by Kirill Sharkovski on Unsplash 


          เจ้าจื่อหยางพบว่าในจีนกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ในเหอหนานสภาพภูมิประเทศเป็นดินทราย เหมาะกับการปลูกถั่วลิสง แต่ด้วยนโยบายปิดประเทศเกษตรกรไม่มีทางเลือกนอกจากปลูกข้าวโพด เพื่อให้มีอาหารที่เพียงพอกับการบริโภคในประเทศ แต่ผลกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะสภาพภูมิประเทศที่ไม่เหมาะกับการปลูกข้าวโพด ผลผลิตจึงต่ำ เกษตรกรประสบความยากลำบากยิ่ง ในซานตงก็ประสบปัญหาเช่นกัน เนื่องจากซานตงมีปัญหาดินเค็ม เหมาะกับการปลูกฝ้าย แต่เนื่องจากนโยบายปิดประเทศ หากปลูกฝ้ายประชาชนในพื้นที่จะมีอาหารที่ไม่เพียงพอต่อการบริโภค เกษตรกรจึงไม่มีทางเลือกต้องปลูกข้าวสาลี แต่เนื่องจากข้าวสาลีไม่เหมาะกับการปลูกในดินเค็ม ผลผลิตจึงตกต่ำ ประชาชนในพื้นที่ก็ยังต้องประสบกับความอดอยากเช่นเดิม 

        

           ในปี 1983 เจ้าจื่อหยางตัดสินใจปลูกฝ้ายในพื้นที่ซานตง ผลพลอยได้ที่ได้จากการผลิตฝ้ายก็คือเมล็ดฝ้าย เมื่อนำไปสกัด จะได้น้ำมัน ซึ่งน้ำมันจากเมล็ดฝ้ายสามารถใช้เป็นปุ๋ย ลดความเค็มของดินได้ด้วย เมื่อมีฝ้ายมากขึ้นจีนก็ส่งออกฝ้าย และนำเงินจากการขายฝ้ายนำเข้าข้าวสาลีจากต่างประเทศแทน การเปิดประเทศช่วยให้เกษตรกรของจีนมีรายได้มากขึ้น และไม่ต้องปลูกพืชที่ไม่เหมาะกับสภาพดินฟ้าอากาศ แต่ปลูกพืชที่สามารถสร้างรายได้ที่สูงกว่า และนำเข้าในสิ่งที่ต้องการ แนวคิดดังกล่าวดูนำไปใช้ในอุตสากรรมเหล็กด้วย แทนที่จะถลุงเหล็กเอง ก็นำเข้าแร่เหล็กที่มีคุณภาพจากต่างประเทศ เพื่อป้อนโรงงานรีดเหล็กและเหล็กเส้นในประเทศ

Reference 

Pu, B., Chiang, R., and Ignatius, A. (2009). Prisoner of the State the Secret Journal of Premier Zhao Ziyang. Simon & Schuster;New York 




วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2564

สถานการณ์ข้าวในพม่า


 สถานการณ์ข้าวในพม่า

            อุตสาหกรรมโรงสีข้าวเป็นผู้เล่นที่สำคัญในห่วงโซ่อุปทานข้าวในพม่า เนื่องจากเป็นทั้งผู้ซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา และเป็นผู้แปรรูป ซึ่งปริมาณข้าวในพม่ากว่า 50% เป็นการบริโภคภายในประเทศ ดังนั้นสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในพม่า และโควิด-19 มีผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมโรงสีข้าวในพม่าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อชาวนาและผู้บริโภคภายในประเทศด้วยเช่นกัน IFPRI สัมภาษณ์โรงสีกว่า 445 แห่งในอิรวดี พะโค และย่างกุ้ง พบว่ากว่า 66% ของจำนวนโรงสีทั้งหมด หยุดการผลิตเนื่องจากความวิตกในสถานการณ์ทางการเมือง และ 21% หยุดการผลิตเนื่องจากผลกระทบจากโควิด-19 ในขณะที่โรงสีที่ยังดำเนินการผลิตนั้นกว่า 91% เป็นการสีข้าว Emata ซึ่งเป็นข้าวที่นิยมปลูกกันในฤดูนาปรัง โดยแหล่งผลิตใหญ่อยู่ที่อิรวดี 

             จากการสัมภาษณ์พบว่า สถานการณ์โควิด-19 ซึ่งระบาดมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ส่งผลให้โรงสีได้ชำระเงินล่าช้าจากการขายข้าวสาร และส่งผลการจ่ายเงินซื้อข้าวเปลือกก็ล่าช้าตามไปด้วย ในขณะที่สถานการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ทำให้การขนส่งติดขัด ค่าขนส่งแพงขึ้น และการตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ตและการสื่อสาร ทำให้การติดต่อสื่อสารกับลูกค้าติดขัด เป็นอุปสรรคด้วย ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ นอกจากนั้นสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองยังกระทบต่อการดำเนินงานของสถาบันการเงิน ซึ่งธุรกิจโรงสีต้องใช้เงินสดในการใช้จ่าย ทำให้โรงสีหลายแห่งประสบปัญหาการขาดสภาพคล่อง 


 

            ผลที่ตามมาทำให้ราคาข้าวปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งข้าว Emata ข้าว Pawsan และปลายข้าว และรำ ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ก็ปรับตัวลดลงด้วย ในขณะที่ชาวนาต้องเผชิญกับต้นทุนปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืชที่มีราคาสูงขึ้น IFPRI จึงแนะนำให้ชาวนาลดการใช้ปุ๋ยลง และลดพื้นที่การเพาะปลูกจนกว่าสถานการณ์จะคลึ่คลายมากขึ้น และ IFPRI ยังเสนอให้ฟื้นฟูระบบธนาคารเพื่อให้การดำเนินธุรกิจคล่องตัว และให้ชาวนาเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น 

Reference 

Myanmar Agriculture Policy Support Activity (MAPSA). 2021. Monitoring the agri-food system in Myanmar: Rice millers – April 2021 survey round. Myanmar SSP Research Note 53. Washington, DC: International Food Policy Research Institute (IFPRI). https://doi.org/10.2499/p15738coll2.134420

             




วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

แนวทางการพัฒนาชนบทแบบ Rurbanomics

แนวทางการพัฒนาชนบทแบบ Rurbanomics
      
           Rurbanomics คือการเชื่อมโยงสังคมชนบทกับสังคมเมืองด้วยเศรษฐกิจ ซึ่งเกิดจากคำว่า Rural (ชนบท) Urban (ในเมือง) และ Economics (เศรษฐศาสตร์) ในยุคปัจจุบันพบว่าประชากรในสังคมเมืองมีความต้องการบริโภคอาหารปลอดภัยมากขึ้น ห่วงโซ่อุปทานอาหารมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น หรือที่ Rob Vos และ Andrea Cattaneo เรียกว่า Quiet Revolution หรือการปฏิวัติเงียบ จึงเป็นโอกาสสำหรับสังคมชนบทที่อยู่บนพื้นฐานของเกษตรกรรมได้รับประโยชน์จากสังคมเมืองมากขึ้น แต่สังคมชนบทยังต้องพัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐาน มีเครื่องจักรสมัยใหม่เข้ามาช่วย จึงจะสามารถเข้าถึงตลาดได้ เพื่อไม่ให้ประชากรในชนบทถูกทิ้งไว้ข้างหลัง Rob Vos และ Andrea Cattaneo จึงเสนอแนวทางในการพัฒนาชนบท ตามแนว Rurbanomics 4 แนวทาง คือ การแก้ปัญหาที่ดินทำกิน การส่งเสริมธุรกิจการเกษตร การพัฒนาเทคโนโลยี และ เสริมศักยภาพของชาวนาและการจัดการความเสี่ยง



           1. การแก้ปัญหาที่ดินทำกิน จากข้อมูล IFPRI ระบุว่า 84% ของเกษตรกรรายย่อย ถือครองที่ดินน้อยกว่า 12 ไร่ และหลายประเทศในแอฟริกาและเอเชียใต้ ขนาดการถือครองที่ดินยังมีแนวโน้มลดลงด้วย จึงเป็นกับดักรายได้และเป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มผลผลิตและการพัฒนา Rob Vos และ Andrea Cattaneo เสนอให้ขยายการถือครองที่ดินของเกษตรกรรายย่อย เพื่อที่เกษตรกรจะได้ประโยชน์จากขนาด หรือ Economies of Scale ซึ่งการแก้ปัญหาที่ดินทำกิน อาจจะให้สิทธิในการถือครอง หรือการให้เช่าก็ได้ เช่น ในบังกลาเทศ 40%ของการถือครองเกิดจากการเช่าที่ดินทำกิน หรือการใช้ที่ดินภายใต้การบริหารจัดการ นอกจากนั้นภาครัฐยังต้องสนับสนุนด้านเครื่องจักรที่ทันสมัยแก่เกษตรกร ซึ่งอาจจะให้เกษตรกรเช่า หรือการใช้ร่วมกัน เช่น ในเอเชียตะวันออกส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันและใช้ปัจจัยการผลิตร่วมกัน

        
          2. ส่งเสริมธุรกิจการเกษตร ตามแนวคิดของ Rob Vos และ Andrea Cattaneo คือให้ภาคธุรกิจร่วมกับภาคเกษตรกรรมทำพันธะสัญญาร่วมกันเป็นการตลาดแบบองค์รวม (Collective Marketing) เนื่องจากการทำเกษตรของเกษตรกรรายย่อย ประสบปัญหาหลายอย่าง ขาดแคลนเงินทุน ปัจจัยการผลิต และผลิตสินค้าไม่ได้คุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด จึงทำให้ขายสินค้าในราคาต่ำ ดังนั้นเกษตรกรรายย่อยจึงต้องรวมกลุ่มกันในการผลิต และขายให้กับธุรกิจที่ทำพันธะสัญญาด้วย ในขณะที่ภาคธุรกิจสนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่น เงินทุน โดยใช้ผลผลิตเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ลงทุนคลังสินค้า และเครื่องจักรให้กับเกษตรกร ในขณะที่เกษตรกรต้องผลิตสินค้าให้ได้ตามมาตรฐานที่ตลาดต้องการ
              
          การทำการตลาดแบบองค์รวมนั้นเกษตรกรต้องรวมกลุ่มกัน เพื่อผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน และต้องให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ผู้ซื้อต้องการ ซึ่งหากทำได้จริงการรวมกลุ่มกันและสินค้ามีคุณภาพ จะทำให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น ก็จะสามารถขายสินค้าในราคาที่สูงขึ้นได้ รวมทั้งอาจจะสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ด้วย เพราะสามารถใช้ปัจจัยการผลิต เช่น รถแทรกเตอร์ หรือยานพาหนะ ร่วมกันได้



        แม้ว่าการตลาดองค์รวมจะเป็นทางออกสำหรับเกษตรกรรายย่อยก็จริง แต่การปฏิบัติยังประสบปัญหาอีกมากเช่น ขาดความโปร่งใส ตัวแทนกลุ่มอาจจะเจรจาราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หรือกลุ่มเกษตรกรที่ขาดผู้นำที่จะสามารถโน้มน้าวสมาชิกให้มีความเข้มแข็ง หรือขาดความเป็นเอกภาพภายในกลุ่ม เช่น เกษตรกรบางรายอาจคิดว่าสินค้าของตนเองดีกว่าของสมาชิกอื่น ควรที่จะได้รับราคาสูงกว่าสมาชิกคนอื่นเป็นต้น ดังนั้นเกษตรกรควรได้รับการศึกษาและการอบรมเพื่อสร้างความเข้าใจในการทำงาน และเข้าใจกลไกตลาด จึงทำให้การตลาดแบบองค์รวมประสบความสำเร็จ


References

Robbins, P., Bikande, F., Ferris, S., Kleih, U., Okoboi, G. and Wandschneider, T. (2004) Manual for Collective Marketing for Smallholder farmers. Retrieved from http://www.fao.org/sd/erp/toolkit/BOOKS/manual4_collectivemarketing.pdf July, 25 2020

Sarkar, Sayantan & Mishra, Dheeraj & Ghadei, Kalyan. (2014). Collective Marketing – A Hope for the Farmers. Indian Journal of Crop Ecology. 2. 21-26

Vos, R. and Cattaneo, A. (2020). Smallholders and Rural People Making Food System Value Chains Inclusive. Retrieved from http://ebrary.ifpri.org/utils/getfile/collection/p15738coll2/id/133646/filename/133857.pdf July, 3 2020

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

โอกาสทางเศรษฐกิจของชนบท

โอกาสทางเศรษฐกิจของชนบท

          เพื่อให้ประชากรในชนบทได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากสังคมเมือง ชาวชนบทเองก็ต้องปรับวิถีการผลิต ให้สินค้ามีคุณภาพ ปลอดภัย ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค จึงจะสามารถทำให้การผลิตสินค้าเกษตรในสังคมชนบทเชื่อมโยงกับตลาดของสังคมเมืองได้ หากการเชื่อมโยงสามารถเกิดขึ้นได้ ย่อมจะนำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคส่วนอื่นๆ เช่น การขนส่ง การผลิต การค้าส่งและค้าปลีก ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างงานสร้างรายได้ในชนบท แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่จะเสริมศักยภาพของสังคมชนบทได้ก็คือการสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน เพื่อสนับสนุนความเชื่อมโยงการตลาดดังกล่าว เช่น ถนน คลังสินค้า ห้องเย็นเก็บสินค้า ไฟฟ้า ประปา และแหล่งเงินทุน ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการพัฒนาเศรษฐกิจในสังคมชนบท

            Rob Vos และ Andrea Cattaneo ระบุถึงโอกาสทางการตลาดในสังคมเมือง ในขณะที่ประชากรมากกว่า 1.5 พันล้านคน กระจายตัวอยู่ในเมืองเล็กๆในประเทศกำลังพัฒนา หลายเมืองมีประชากรไม่ถึง 5 แสนคน แต่นี่เป็นโอกาสสำหรับสินค้าเกษตรในชนบทในการเจาะตลาดกลุ่มนี้ ตลาดภายในมีศักยภาพที่สูงมาก ยกตัวอย่างเช่น หลายประเทศในทวีปแอฟริกามีการส่งออกเพียง 5-10% แต่ขายสินค้าอาหารในประเทศสูงถึง 80% และผู้ขายส่วนใหญ่ก็เป็นรายเล็ก หรือ SME สังคมเมืองขนาดเล็กจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชนบท


         การเติบโตของสินค้าอาหารนี้ จะเป็นขับเคลื่อนให้เกิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆกับธุรกิจนอกภาคการเกษตรด้วย

         1. การบริโภคผักและเนื้อสัตว์ จะต้องนำไปสู่การพัฒนาการขนส่งและห้องเย็น เพื่อจัดส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภค อย่างรวดเร็วและไม่เน่าเสีย
         2. พฤติกรรมการบริโภคของคนเมืองเปลี่ยนแปลงไป การบริโภคอาหารสำเร็จเสร็จสิ้นด้วยไมโครเวฟ กำลังเป็นที่ต้องการมากขึ้น ย่อมจะนำไปสู่การพัฒนาและปรับปรุงการแปรรูปอาหารให้มีความหลากหลายมากขึ้น
         3. เพิ่มโอกาสใหม่ในธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก
         4. นอกจากนั้น พฤติกรรมรับประทานอาหารนอกบ้านของคนเมืองก็เพิ่มขึ้น ธุรกิจร้านอาหาร ซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือฟาสต์ฟูดส์ ก็มีโอกาสเติบโตเช่นกัน


          ทั้งนี้สังคมชนบทก็ต้องเตรียมยกเครื่องขนานใหญ่ เพื่อรองรับตลาดของสังคมเมือง ตั้งแต่เรื่องหีบห่อและบรรจุภัณฑ์ เพื่อป้องกันการเน่าเสียง่าย ห้องเย็นเพื่อเก็บสินค้า การขนส่ง โรงฆ่าสัตว์ต้องได้มาตรฐานและมีความสะอาด การสีข้าวและธัญพืชก็ต้องปรับปรุงคุณภาพให้ดีขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ดังนั้นสังคมชนบทยังต้องการสาธารณูปโภคพื้นฐาน การพัฒนาสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด และการพัฒนาอบรมฝีมือแรงงาน

References 


Vos, R. and Cattaneo, A. (2020). Smallholders and Rural People Making Food System Value Chains Inclusive. Retrieved from http://ebrary.ifpri.org/utils/getfile/collection/p15738coll2/id/133646/filename/133857.pdf July, 3 2020

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานอาหารเพื่อคนชนบท

การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานอาหารเพื่อคนชนบท 

          International Food Policy Research Institute หรือ IFPRI เปิดเผยว่า การที่สังคมเมืองเติบโตและขยายตัวมากขึ้น ระดับรายได้ที่สูงขึ้น ในขณะที่พฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และตลาดอาหารที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งในทวีปเอเชียและแอฟริกา นับเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างรายได้และการจ้างงานในห่วงโซ่อุปทานอาหาร ในขณะที่ SME ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับคลังสินค้า โลจิสติกส์ การขนส่ง การค้าส่งและค้าปลีก ก็ขยายตัวเป็นอย่างมากเช่นกัน ปรากฏการณ์นี้ Rob Vos และ Andrea Cattaneo เรียกว่า การปฏิวัติเงียบ (Quiet Revolution) หมายถึงกระบวนการเติบโตของห่วงโซ่อุปทานอาหารนั้นอยู่นอกสายตาของผู้กำหนดนโยบาย ทำให้ศักยภาพของห่วงโซ่อุปทานอาหารถูกทิ้งไว้อย่างน่าเสียดาย
      
         นอกจากนั้นประชากรในชนบท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นครัวเรือนขนาดย่อมยังประสบความยากลำบากในการเข้าถึงพ่อค้าคนกลางในห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ไม่ได้รับประโยชน์จากระบบเศรษฐกิจมากเท่าที่ควร ทั้งนี้เนื่องมาจากการขาดแคลนปัจจัยการผลิต ปัญหาที่ดินทำกิน และการใช้ทักษะใหม่ๆเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งการขาดแคลนสาธารณูปโภคพื้นฐานและทักษะเหล่านี้ทำให้ห่วงโซ่อุปทานอาหารในแอฟริกาและเอเชียถูกละเลย ได้รับการพัฒนาไม่ดีเท่าที่ควร ทั้งที่พื้นที่ชนบทเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่มีศักยภาพสูง  

       Rob Vos และ Andrea Cattaneo จึงเสนอว่าควรจะส่งเสริมและพัฒนาห่วงโซ่อุปทานอาหารทั้งระบบ เนื่องจากธุรกิจและอุตสาหกรรมอาหารนั้นมีความเชื่อมโยงกับภาคเกษตรกรรม สามารถสร้างผลเชื่อมโยงถอยหลัง (Backward Linkage) ไปยังประชากรที่อาศัยอยู่ในชนบทได้ จึงต้องกระตุ้นการลงทุนทำให้ห่วงโซ่อุปทานอาหารมีความเข้มแข็ง ทำให้ภาคครัวเรือนในชนบทสามารถเข้าถึงตลาด การขนส่ง การกระจายสินค้า การแปรรูป และการค้าปลีก รัฐบาลควรสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อธุรกิจอาหารและสินค้าเกษตร มีสาธารณูปโภคพื้นฐาน สนับสนุนด้านเทคโนโลยีการสื่อสารและการตลาด นอกจากนั้นยังต้องลงทุนด้านฐานข้อมูลและการวิเคราะห์ เพื่อการพัฒนาต่อไปในอนาคต เพื่อให้กลุ่มคนที่ถูกมองข้ามในรับประโยชน์อย่างทั่วถึง


      นอกจากนี้การยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรในชนบท ต้องยกระดับความปลอดภัยทางสังคม (Social Protection) ควบคู่ด้วย ความปลอดภัยทางสังคมตามคำนิยามของ Food and Agriculture Organization (FAO) ให้ความหมายว่า การแทรกแซงเพื่อลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประชากรที่เปราะบาง โดยเฉพาะผู้ที่มีฐานะยากจนและอดอยาก โดยแบ่งเป็น 3 ประเภท    
- การช่วยเหลือทางสังคม เช่น การเข้าถึงแหล่งเงินทุน
- การประกันภัยทางสังคม เช่น การช่วยเหลือด้านอาหารแก่ประชากรที่อดอยาก การยกระดับรายได้ และสวัสดิการอื่นๆ
- การคุ้มครองตลาดแรงงาน เช่น การอบรมพัฒนาฝีมือเพื่อรองรับต่อตลาดแรงงาน การมีเบี้ยเลี้ยงสำหรับผู้ที่ตกงาน การศึกษาและการสาธารณสุข เป็นต้น

       การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานอาหารทั้งระบบจึงเป็นอีกแนวทางที่จะยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรในชนบทได้

References 


Vos, R. and Cattaneo, A. (2020). Smallholders and Rural People Making Food System Value Chains Inclusive. Retrieved from http://ebrary.ifpri.org/utils/getfile/collection/p15738coll2/id/133646/filename/133857.pdf July, 3 2020

http://www.fao.org/social-protection/overview/whatissp/en/

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2563

บทเรียนจาก Rurbanomics


บทเรียนจาก Rurbanomics
   
       การฟื้นฟูสังคมชนบทต้องเข้าใจปัญหาของแต่ละพื้นที่ แต่ละชุมชนมีความต้องการที่แตกต่างกัน จึงต้องการการพัฒนาที่ต่างกันด้วย อาทิเช่น ในทวีปแอฟริกาต้องการพัฒนาด้านเกษตรกรรม ในเอเชียใต้ต้องกระจายความเจริญสู่ชนบท เพื่อเพิ่มการจ้างงานในชนบทและลดการอพยพเข้าเมือง สำหรับจีนนั้นต้องปรับปรุงการพัฒนาชนบทเพื่อให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของสังคมชนบทเพื่อดึงดูดให้คนหนุ่มสาวทำงานในชนบท แทนการอพยพเข้าเมืองใหญ่ การฟื้นฟูสังคมชนบทตามแนวทาง Rurbanomics นั้นพัฒนาในหลายมิติ อย่างเช่น


      1. สร้างความเชื่อมโยงระหว่างสังคมเมืองและสังคมชนบทอย่างเข้มแข็ง โดยการปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานอาหารทั้งกระบวนการผลิต การกระจายสินค้า การตลาด การบริการ และสร้างโอกาสใหม่ๆในการทำงานให้กับแรงงานในพื้นที่ชนบท และต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมด้วย เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปแบบยั่งยืน หัวใจสำคัญของ Rurbanomics ก็คือสังคมเมืองและสังคมชนบทต้องเป็นพาร์ทเนอร์กันอย่างเท่าเทียม

       2. Rurbanomics ให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านเกษตรกรรมเป็นรากฐาน แต่ก็ไม่ละเลยกิจกรรมนอกภาคเกษตร เพราะการเติบโตของภาคการเกษตรจะทำให้ภาคส่วนอื่นเติบโตตามไปด้วย เช่น ภาคอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป การขนส่ง การบริการทางการเงิน และการบ่มเพาะผู้ประกอบการ

       3. องค์กรท้องถิ่นต้องมีธรรมาภิบาลตรวจสอบได้ มีรายได้ที่เพียงพอในการจัดการท้องถิ่นของตนเอง ประชาชนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนท้องถิ่นของตนเอง

      Rurbanomics จึงเป็นอีกแนวทางในการพัฒนาชนบทในประเทศไทย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ





References 
  Steiner, A. and Fan, S. (2019). Rural Revitalization Tapping into New Opportunity. Retrieved from https://www.ifpri.org/publication/2019-global-food-policy-report 26 June 2020







ลดความเหลื่อมล้ำด้วย Rurbanomics

ลดความเหลื่อมล้ำด้วย Rurbanomics 
      การฟื้นฟูสังคมชนบทด้วยวิถี Rurbanomics ไม่เพียงแต่เป็นการพัฒนาด้านเกษตรกรรมเท่านั้น แต่ยังพลิกฟื้นพื้นที่ชนบทให้เป็นพื้นที่ที่น่าอยู่อีกด้วย เพื่อให้คนหนุ่มสาวมีความหวัง สามารถเติบโตและเข้มแข็งต่อไป โดยไม่ต้องอพยพเข้ามาในสังคมเมือง ซึ่งจะเป็นการลดความแออัดและกระจายความเจริญสู่สังคมชนบทอีกด้วย แต่การจะฟื้นฟูสังคมชนบทได้นั้นต้องลงทุนสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานเพื่อเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจของสังคมชนบท
     1. ลงทุนด้านเศรษฐกิจ Achim Steiner และ Shenggen Fan เสนอว่าพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานเพื่อวางรากฐานทางด้านการเกษตรและภาคส่วนอื่นๆไปพร้อมกัน เช่น การศึกษา สาธารณสุข  นอกจากนั้นยังต้องลงทุนด้านการสื่อสาร คมนาคม และระบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการเชื่อมโยงสังคมชนบทกับสังคมเมือง ทำให้เกิดโอกาสทางการตลาดใหม่ๆแก่สินค้าเกษตร ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศบังกลาเทศ เมื่อมีการก่อสร้างถนน ทำให้การขนส่งสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ลดการเน่าเสียของสินค้าเกษตรอันเนื่องมาจากการขนส่งล่าช้า ซึ่งสามารถลดจำนวนประชากรที่ยากจนอย่างมากได้ถึง 3-6% และยังทำให้เด็กที่มีฐานะยากจนสามารถกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้

       นอกจากนั้นการพัฒนาด้านเกษตรกรรมอย่างเป็นระบบ เช่น คลองชลประทาน การเพาะปลูก การใส่ปุ๋ย และการเก็บเกี่ยว จะสามารถส่งเสริมกิจกรรมนอกภาคการเกษตรได้อีกด้วย  เช่น ในประเทศจีน เมื่อการเกษตรกรรมได้รับการพัฒนา ความสูญเสียอันเกิดจากภัยธรรมชาติลดลง ก็จะนำไปสู่การลงทุนในด้านนวัตกรรม ศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรม อันจะส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการในสังคมชนบทมากขึ้น ทำให้เพิ่มอาชีพที่หลากหลาย ทำให้พื้นที่ชนบทเป็นที่ที่น่าอยู่ และเป็นความหวังให้กับคนรุ่นใหม่ได้

      2. การลงทุนด้านเทคโนโลยี อินเตอร์เน็ตและระบบโทรคมนาคมก็เป็นสิ่งจำเป็นในการช่วยให้ประชากรเข้าถึงแหล่งข้อมูลและราคาตลาด การส่งเสริมให้ประชากรในชนบทสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและสมาร์ทโฟน จะเป็นอีกทางหนึ่งที่จะเชื่อมโยงสังคมชนบทกับสังคมเมืองได้มากขึ้น ประชากรในชนบทจะสามารถเข้าถึงข้อมูล การบริการทางการเงิน และธนาคารออนไลน์ ซึ่งจะมีส่วนในการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในการประกอบธุรกิจได้ด้วย


      3. การลงทุนด้านการศึกษา การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพ อย่างประเทศในแอฟริกา ทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา มีระบบการศึกษาที่ไม่ดีพอสำหรับระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ ทำให้ทางเลือกในการประกอบอาชีพของประชากรมีจำกัด การพัฒนาด้านการศึกษาตามแนวทาง Rurbanomics ต้องส่งเสริมการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ประชากรชนบทสามารถอ่านออกเขียนได้ก่อน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้ประชากรสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลและราคาตลาด จากนั้นจึงพัฒนาการศึกษาระดับอาชีวะและอุดมศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับประชากรในชนบทสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสมัยใหม่ สร้างเสริมผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และเสริมทักษะในงานด้านบริการให้มากขึ้น ไม่ใช่เพียงทักษะในโรงงานเท่านั้น การศึกษาต้องเน้นสร้างทักษะเพื่อตอบโจทย์โอกาสทางธุรกิจด้วย

       Rurbanomics คือการพัฒนาสังคมชนบทให้เป็นสังคมที่น่าอยู่ พัฒนาในทุกมิติ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน

References 
  Steiner, A. and Fan, S. (2019). Rural Revitalization Tapping into New Opportunity. Retrieved from https://www.ifpri.org/publication/2019-global-food-policy-report 26 June 2020

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2563

Rurbanomics วิถีใหม่แห่งการพัฒนา



Rurbanomics วิถีใหม่แห่งการพัฒนา 

     Rurbanomics คือการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมชนบทให้เชื่อมโยงกับการเติบโตของสังคมเมือง ในฐานะที่เป็นพาร์ทเนอร์ที่เท่าเทียมและพึ่งพาอาศัยกัน ซึ่งแนวทางการพัฒนาตามวิถี Rurbanomics แบ่งออกเป็น 4 ด้าน

     1. เอาใจใส่ความต้องการของสังคมชนบท
     2. พัฒนาทรัพยากรท้องถิ่น และสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงสังคมชนบทกับสังคมโลก โดยอยู่บนหลักการของความหลากหลายและความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ
     3. เชื่อมโยงโอกาสของสังคมชนบทกับสังคมโลก
     4. กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และส่งเสริมธรรมาภิบาลในสังคมชนบท


      Rurbanomics เป็นแนวทางการพัฒนาสังคมชนบทในหลากหลายมิติ ไม่เพียงจำเพาะแค่ภาคการเกษตรเท่านั้น จากรายงานของ The International Food Policy Research Institute (IFPRI) ชี้ว่าการพัฒนาภาคเกษตรยังส่งผลให้เกิดการเติบโตของกิจกรรมนอกภาคเกษตรได้ด้วย เนื่องจากการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อส่งไปขายในเมือง ก็ต้องอาศัยการพัฒนาระบบขนส่ง คลังสินค้าและการจัดเก็บ การค้าปลีกและการค้าส่ง การบริการทางการเงิน ตลอดทั้งการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ทำให้สังคมชนบทขยายจากภาคเกษตร สู่ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับรายได้ของประชากรในชนบทในที่สุด

       อย่างไรก็ตาม การพัฒนาในสังคมชนบทยังต้องอาศัยการพัฒนาอีกมาก โดยเฉพาะการลงทุนด้านนวัตกรรม การวิจัยและการพัฒนา เพื่อให้การผลิตในภาคการเกษตรน่าสนใจและดึงดูดให้คนรุ่นใหม่ทำงานในชนบท เพื่อลดความแออัดในสังคมเมือง นอกจากนั้นยังต้องพัฒนาระบบชลประทานเพื่อลดความเสียหายอันเกิดจากภัยธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศเอธิโอเปีย เคนยา และไนเจอร์ ลงทุนก่อสร้างระบบชลประทาน ส่งผลให้ประชากรในภาคการเกษตรมีช่วงเวลาในการทำการเกษตรที่ยาวนานขึ้น เพราะมีแหล่งน้ำที่เพียงพอ และยังเพิ่มความหลากหลายของพืชเศรษฐกิจ และลดความเสียหายจากภัยธรรมชาติอีกด้วย

     กิจกรรมนอกภาคการเกษตรก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน เพราะเป็นกิจกรรมที่จะดึงให้คนยากจนในชนบทยกฐานะให้หลุดพ้นจากความยากจนไปได้ เช่น ในประเทศปากีสถาน พบว่ากว่าครึ่งหนึ่งของงานนอกภาคการเกษตรช่วยสร้างงานให้กับแรงงานในพื้่นที่ชนบท อีกตัวอย่างคือประเทศจีน ที่ยกระดับประชากรกว่า 223 ล้านคนที่ทำงานในภาคการเกษตรในพื้นทีชนบท ให้มาทำงานในกิจกรรมนอกภาคการเกษตร พบว่ามีประชากร 23 ล้านคนเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งสามารถสร้างงานให้กับประชากรอีก 119 ล้านคนได้ ซึ่งประชากรในกลุ่มนี้ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกถึง 40% ของมูลค่าทั้งหมด


     ถึงแม้ว่าจะมีการเติบโตของกิจกรรมนอกภาคการเกษตร แต่ช่องว่างของรายได้ระหว่างภาคชนบทและภาคตัวเมืองก็ยังห่างกันมาก รัฐบาลจีนจึงออกนโยบายยกระดับภาคชนบทโดยการลงทุนในสาธารณูปโภค เทคโนโลยี และนวัตกรรม การบริการสาธารณะ เช่น การศึกษาและสาธารณสุข และปฏิรูปธรรมาภิบาลของท้องถิ่น ซึ่งเป็นวิถีใหม่แห่งการพัฒนาสังคมชนบทที่ถูกละเลยมานาน





References 

Steiner, A. and Fan, S. (2019). Rural Revitalization Tapping into New Opportunity. Retrieved from https://www.ifpri.org/publication/2019-global-food-policy-report 26 June 2020

Fan, S. and Badiane, O. (2019). Rurbanomics: The Path to Rural Revitalization in Africa. Retrieved from https://www.ifpri.org/blog/rurbanomics-path-rural-revitalization-africa 26 June 2020

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2563

ฟื้นฟูภาคชนบทด้วยวิถี Rurbanomics

ฟื้นฟูภาคชนบทด้วยวิถี Rurbanomics
       การฟื้นฟูภาคชนบท (Rural Revitalization) คือการพัฒนาพื้นที่ชนบทในการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าเกษตร ให้มีความปลอดภัย ยั่งยืน และเปลี่ยนภาคชนบทให้เป็นพื้นที่ที่น่าอยู่ เพื่อลดความแออัดในตัวเมือง ปัจจุบันพบว่าเศรษฐกิจในตัวเมืองขยายตัวมากขึ้น ประชากรที่อาศัยในตัวเมืองมีรายได้ที่มากขึ้น ในขณะที่ประชากรในภาคชนบทกลับทิ้งถิ่นฐานเพื่อไปหาโอกาสที่ดีกว่าในเมืองใหญ่ จึงเป็นโจทย์ที่ว่าทำอย่างไรที่จะทำให้ภาคชนบทได้รับประโยชน์จากการเติบโตของตัวเมือง

     
       Rurbanomics จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะเชื่อมโยงภาคชนบทและตัวเมืองเข้าด้วยกัน และเติบโตไปพร้อมกัน Rurbanomics มาจากคำว่า Rural แปลว่า ภาคชนบท Urban แปลว่า ตัวเมือง และ Economics แปลว่า เศรษฐกิจ พูดง่ายๆก็คือ การเชื่อมโยงเศรษฐกิจภาคชนบทและภาคตัวเมืองเข้าด้วย โดยการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานด้านอาหาร คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการที่ภาคตัวเมืองขยายตัวขึ้นนั้น ความต้องการอาหารก็มีสูงขึ้นด้วย ไม่เพียงเท่านั้นประชากรในเมืองยังต้องการอาหารที่มีความสะอาด ปลอดภัย และยั่งยืนอีกด้วย และด้วยวิถีที่เร่งรีบของประชากรในเมือง ความต้องการอาหารปรุงสำเร็จ เพียงแค่อุ่นในไมโครเวฟก็สามารถรับประทานได้เลย ก็กำลังเป็นวิถีใหม่ที่คนเมืองต้องการ จึงเป็นโอกาสที่ภาคชนบทจะต้องปรับเปลี่ยนและพัฒนาด้านการเกษตรเพื่อตอบโจทย์ของคนเมือง  หากการเชื่อมโยงดังกล่าวเกิดขึ้นได้จริง จะสามารถสร้างความหลากหลายในการประกอบอาชีพ ทำให้แรงงานในภาคชนบทได้ประโยชน์ การผลิต การตลาด และการกระจายสินค้าได้รับการพัฒนา ภาคชนบทก็จะได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของตัวเมืองด้วย

    จากบทความของ Achim Steiner และ Shenggen Fan ยังกล่าวอีกว่า ไม่เพียงแค่ต้องพัฒนาการผลิตในอุตสาหกรรมอาหารในภาคชนบทเท่านั้น แต่ยังต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาสิ่งแวดล้อม ยกระดับการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ไปจนถึงระดับอาชีวะศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรในชนบท เพื่อรองรับงานที่หลากหลายมากขึ้น ยกตัวอย่างการพัฒนาชนบทในจีน อินเดีย และเนปาล ที่มีการลงทุนในด้านการวิจัยด้านการเกษตร พัฒนาด้านการศึกษา และคมนาคม ทำให้ลดความยากจนอย่างมีนัยสำคัญ

     เป็นที่ทราบกันว่า กิจกรรมการเกษตรมีส่วนทำลายสิ่งแวดล้อม ทั้งการแผ้วถางป่า และยังเพิ่มก๊าซเรือนกระจก  แต่การพัฒนาชนบทตามแนว Rurbanomics นั้นไม่เพียงแต่ครอบคลุมปริมณฑลด้านการเกษตรเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมด้านสิ่งแวดล้อม และกิจกรรมนอกภาคการเกษตรอีกด้วย กล่าวคือต้องพัฒนาการทำการเกษตรและควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย โดยการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวล ซึ่งเป็นการนำของเหลือจากภาคการเกษตรมาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้า ไม่เพียงแต่ช่วยลดโลกร้อน แต่ยังส่งเสริมธุรกิจนอกภาคการเกษตร เป็นการเพิ่มความหลากหลายในการประกอบอาชีพอีกด้วย


       ตัวอย่างเช่น ประเทศไนจีเรีย พบว่าสินค้าอาหารกว่า 45% ต้องเน่าเสีย เนื่องจากขาดแคลนตู้เย็นหรือห้องเย็นเพื่อเก็บรักษาอาหาร จึงมีแนวคิดในการสร้างห้องเย็นเพื่อรักษาสินค้าอาหารจากพลังงานแสงอาทิตย์

        Rurbanomics เน้นความเชื่อมโยงและการพึ่งพากันระหว่างภาคตัวเมืองและภาคชนบท ซึ่งจะเป็นการดึงศักยภาพของภาคชนบทให้สูงขึ้น และสามารถทำได้มากกว่าแค่ผลิตอาหารป้อนคนเมือง


References 

Steiner, A. and Fan, S. (2019). Rural Revitalization Tapping into New Opportunity. Retrieved from https://www.ifpri.org/publication/2019-global-food-policy-report 26 June 2020

Fan, S. and Badiane, O. (2019). Rurbanomics: The Path to Rural Revitalization in Africa. Retrieved from https://www.ifpri.org/blog/rurbanomics-path-rural-revitalization-africa 26 June 2020

Rurbanomics การพัฒนาชนบทอย่างยั่งยืน



 Rurbanomics การพัฒนาชนบทอย่างยั่งยืน 

         รายงานของ The International Food Policy Research Institute (IFPRI) ระบุว่าภาคในเมืองมีการเติบโต ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ประชากรกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งโลกอาศัยอยู่ในตัวเมือง ในขณะที่ ภายในปี 2050 ประชากรกว่า 2 ใน 3 ของทั้งโลกจะกลายเป็นคนเมือง สวนทางกับภาคชนบทที่ปัจจุบันนี้มีประชากรประมาณ 45.3% ของประชากรทั้งโลกอาศัยอยู่ในภาคชนบท ซึ่งในจำนวนนี้มีประชากรมากถึง 70% ที่อยู่ในสถานะยากจนเป็นอย่างยิ่ง  ซึ่งสาเหตุแห่งความยากจนเกิดจาก ภาวะการว่างงาน การขาดแคลนสาธารณูปโภคพื้นฐาน การเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน ขาดบริการด้านการศึกษาและสาธารณสุขที่มีคุณภาพ และภาวะโลกร้อนซึ่งทำให้พืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย จึงทำให้กลุ่มคนยากจนเหล่านี้ ยากยิ่งที่จะลืมตาอ้าปาก
           ในทศวรรษ 1990 ธนาคารโลกออกมายอมรับว่าภาคชนบทได้รับการละเลยในการพัฒนามานานหลายทศวรรษ ถึงเวลาที่ต้องฟื้นฟูภาคชนบทแล้ว โดยตั้งอยู่บนโจทย์ที่ว่า ทำอย่างไรภาคชนบทจะได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของภาคตัวเมือง 

           Achim Steiner และ Shenggen Fan เล็งเห็นความเชื่อมโยงระหว่างภาคตัวเมืองและภาคชนบทว่า การที่ตัวเมืองขยายตัวนั้นย่อมมาคู่กับความต้องการด้านอาหารที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นด้วย ประชากรในเมืองต้องการความมั่นคงทางอาหาร ความปลอดภัย และความยั่งยืน ในขณะที่ภาคชนบทต้องการโอกาสในการพัฒนา จึงเกิดแนวคิด Rurbanomics ซึ่งเกิดจากการผสมผสานระหว่าง Rural (ภาคชนบท) Urban (ภาคตัวเมือง) Economics (เศรษฐศาสตร์)


            กล่าวคือ Rurbanomics คือการพัฒนาเศรษฐกิจโดยอยู่บนพื้นฐานของการพึ่งพาอาศัยกันของภาคตัวเมืองและภาคชนบท ซึ่งการเชื่อมโยงดังกล่าวจะทำให้เกิดการพัฒนา การสร้างงาน และสร้างความหลากหลายในการประกอบอาชีพทั้งในภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตรในชนบท ซึ่งเป็นการเพิ่มรายได้และพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรในชนบทได้รับการพัฒนาที่ดีขึ้น ซึ่งเชื่อว่าประชากรในภาคชนบทจะได้รับประโยชน์ที่มากขึ้นจากการขยายตัวของภาคตัวเมือง
         

        ยกตัวอย่างเช่น ประเทศเซเนกัล ทวีปแอฟริกา ในขณะที่ภาคตัวเมืองเติบโตมากขึ้น พฤติกรรมของประชากรในตัวเมืองก็เปลี่ยนแปลงไป ชีวิตที่ต้องเร่งรีบ จึงนำมาสู่ความต้องการอาหารที่รีบเร่ง อาหารประเภท Ready-to-Cook หรือ Ready-to-Eat หรืออาหารสำเร็จรูปประเภทพร้อมรับประทาน จึงมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้น จึงเป็นโอกาสสำหรับภาคชนบทที่ต้องพัฒนากระบวนการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน ที่จะต้องผลิตอาหารที่พร้อมรับประทาน ไม่เพียงแค่ผลิตวัตถุดิบเท่านั้น จากการพัฒนาดังกล่าวจะทำให้เกิดความหลากหลายในการสร้างงานและสร้างอาชีพ ประชากรในชนบทไม่จำเป็นต้องอพยพเข้าไปหางานทำในตัวเมือง Rurbanomics จึงเป็นแนวทางในการยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรในชนบท

References 

Steiner, A. and Fan, S. (2019). Rural Revitalization Tapping into New Opportunity. Retrieved from https://www.ifpri.org/publication/2019-global-food-policy-report 26 June 2020

Fan, S. and Badiane, O. (2019). Rurbanomics: The Path to Rural Revitalization in Africa. Retrieved from https://www.ifpri.org/blog/rurbanomics-path-rural-revitalization-africa 26 June 2020